July  24, 2018

ความพิการของไทย

ผู้ให้สัมภาษณ์ คุณ นลัทพร ไกรฤกษ์ บรรณาธิการเว็บไซต์thisAble.me
JULY 24 , 2018
"ทุกวันนี้เรายังมองคนพิการ กลุ่มคนด้อยโอกาส หรือกลุ่มที่เราอาจจะเรียกว่าชายขอบต่างๆเป็นคนที่ต้องสงเคราะห์อยู่  ถ้าเราเปลี่ยนฐานคิดใหม่ คิดว่าเขาเป็นพลเมืองคนหนึ่งที่ต้องได้รับสิทธิ์เท่าๆกับคนอื่น สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีเท่าๆกับคนอื่น เราก็จะเลิกสงเคราะห์ และหันมาเคารพสิทธิ์ที่ทุกคนควรได้รับแทน"
เคยนึกกันอยู่บ้างไหม ถ้าวันหนึ่งเราเป็นคนพิการขึ้นมาชีวิตเราจะเป็นอย่างไร? ชีวิตเราอาจจะดี หรือมันต้องลำบาก ถ้านั้นลองตั้งโจทย์คร่าวๆแบบนี้ดู เริ่มจาก...
ถ้าพิการจะสามารถจะทำงานหารายได้ได้เหมือนเดิมหรือไม่?

ใครจะดูแลเราถ้าเราไม่มีพ่อแม่พี่น้องหรือพ่อแม่พี่น้อง?
ญาติของเราก็ไม่มีความสามารถพอที่จะดูแลเราได้ด้วยเงื่อนไขทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม หรือแม้แต่ทางกายภาพของพวกเขาใครจะดูแลเรา

ถ้าเราต้องการที่จะออกมาใช้ชีวิตในโลกกว้างล่ะเบื่อความจำเจอุดอู้ในบ้านในห้องแคบแล้ว ความตั้งใจแบบนี้มันจะได้รับการสนองตอบหรือไม่?
 
คำตอบที่พอจะตอบเองได้ก็คือมันจะไม่มีสิ่งเหล่านี้เลยที่จะสนองตอบให้เราสามารถมีชีวิตที่ปกติได้ถ้าต้องอยู่ในสภาพพิการโดยมองประกอบกับสภาพสวัสดิการของรัฐที่จัดให้กับคนพิการในปัจจุบันเข้าไปด้วย เริ่มจากปัญหาพื้นที่การสร้างงานสร้างอาชีพที่ยังอยู่ในสภาพจำกัดอย่างมาก ปัญหาผู้ดูแลคนพิการที่รัฐจัดให้ก็อยู่ในสัดส่วนที่ไม่เพียงพอ หรือแม้แต่ระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่สามารถพาให้คนที่พิการได้เข้าสู่พื้นที่สาธารณะ (ที่ไม่ได้ออกแบบรอรับให้คนพิการสามารถใช้พื้นที่อย่างเป็นปกติได้เหมือนกัน) สภาพแบบมีอยู่แต่ไปไม่สุดของสิ่งที่เรียกว่าการจัดสวัสดิการของรัฐให้กับคนพิการมันเกิดจากเงื่อนไขปัจจัยแบบใดที่ทำให้เกิดสภาพดังว่าเกิดขึ้น
 
 

เราอยากให้คุณลองอ่านจากบทสัมภาษณ์ของ คุณ นลัทพร ไกรฤกษ์ บรรณาธิการเว็บไซต์thisAble.me ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่พูดถึงเรื่องคนพิการอย่างต่อเนื่อง และคุณก็จะรู้ว่าความพิการที่ถูกทำให้พิการมากยิ่งขึ้นโดยรัฐมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
 
 

รัฐนั้นมีหน้าที่

       หน้าที่ของรัฐที่ต้องทำให้พลเมืองของตัวเองอยู่ดีกินดี มีความสุข ได้รับความปลอดภัยในชีวิต มีคุณภาพชีวิตที่ดี เราคิดว่าเป็นหน้าที่พื้นฐานเลย ถ้าเขายังทำเรื่องนี้ไม่ได้ ก็พูดไม่ได้ว่าเขาดูแลประชาชนของเขาได้อย่างดี คือทุกคนควรจะสามารถได้รับการ support จากรัฐแล้วเขาสามารถใช้ชีวิตเขา โดยถึงแม้เขาจะอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีญาติเหลืออยู่แล้ว แน่นอนว่ามันต้องมีวันหนึ่งที่เราจะไม่มีใครเหลืออยู่เลยแล้วเราเหลืออยู่คนเดียว ซึ่งเป็นเรื่องกังวลของพ่อแม่สมัยนี้ว่าถ้าลูกพิการ ลูกจะอยู่ยังไงถ้าเขาตาย เช่นเดียวกันคนพิการถึงแม้เขาจะอยู่คนเดียว เขาจะต้องสามารถขอผู้ช่วยเหลือได้ เขาจะต้องสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้โดยมีภาระน้อยที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าเกิดมันเป็นแบบนี้ได้ รัฐสนับสนุนมากพอให้เขามีที่อยู่อาศัย มีผู้ช่วยที่เพียงพอมันก็จะไม่มีคนที่จะต้องไปอยู่สถานสงเคราะห์
เพราะฉะนั้นเราคิดว่า   รัฐเองก็ต้องตั้งคำถามว่าสิ่งที่รัฐคิดว่าตัวเองsupportคนพิการ แต่ทำไมคุณภาพชีวิตของคนพิการถึงไม่สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนกับคนอื่นๆ ทำไมเขาถึงยังต้องมาออกรายการเพื่อโชว์ความรันทด หรือทำไมคนยังต้องรู้สึกสงสารเขาอยู่ ซึ่งต้องตั้งคำถามกลับไปว่าเขาคิดว่าสิ่งที่รัฐsupportมันเพียงพอ มันใช้งานได้จริง มันมีการตรวจสอบ มันมีการประเมินบ้างไหมว่ามันใช้ได้จริงรึเปล่า
 
 
 
 

กฎหมายนะไม่ใช่แผ่นกระดาษ

โดยภาพรวมกฎหมายมีการปรับแก้บ่อยและเปลี่ยนโดยคนที่ทำงานเรื่องคนพิการอย่างจริงจัง คือมีการปรับปรุงเรื่อยมา อย่างฉบับล่าสุดก็เป็นพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ2550 แล้วที่ปรับใหม่แล้วมันก็ค่อนข้าง support คนพิการประมาณหนึ่ง กฎหมายของเมืองไทยที่เกี่ยวข้องกับคนพิการมันดีพอๆกับญี่ปุ่น คือทั้งในแง่ของสิทธิ สวัสดิการ การรักษาต่างๆเนี่ย มันเทียบเท่าได้กับญี่ปุ่นเลย แต่พอดูในทางปฏิบัติยังมีคำถามว่า ทำไมคนพิการถึงไม่มีอาชีพ ทำไมคนพิการถึงเข้าไม่ถึงการศึกษา หรือแม้แต่ชีวิตความเป็นอยู่ที่เป็นปกติ ซึ่งคนพิการยังมีไม่ได้เลย
ปัญหาสำคัญเนื่องจากกลไกการร้องเรียน กลไกบังคับ หรือกลไกบทลงโทษของไทยมันไม่มี คือสมมติว่าคนพิการที่ไม่ได้เข้าถึงสิทธิ์ตามที่ พ.ร.บ. เขียน เขาจะสามารถไปร้องเรียนได้ที่ไหนหรือเขาจะสามารถไปบอกใครเพื่อได้สิทธิ์นั้นมา ซึ่งมันไม่มีกลไกนี้ ซึ่งที่จริงแล้วมันค่อนข้างจำเป็นในการที่จะต้องมีกลไกที่ทำให้คนพิการสามารถ voice เสียงตัวเองได้ว่า จริงๆเขารู้สิทธิ์ตัวเองรึเปล่า มันอาจจะต้องเริ่มจากการที่ให้เขารู้สิทธิ์ตัวเองก่อนว่าเขาควรได้รับสิทธิ์อะไรบ้าง คนอื่นๆในสังคมมีสิทธิ์อะไรบ้าง มันก็อาจจะให้เขาตระหนักมากขึ้นว่า สิ่งนี้มันเป็นสิ่งที่เขายังต้องทำงานกับเรื่องนี้
 
 

เงินคนพิการ800บาทจะช่วยอะไร

        800 บาทนี่ส่วนตัวใช้สองวัน ซึ่งมันไม่ตอบโจทย์อะไรเลย ที่นี้พอเราให้แบบนี้โดยไม่ได้ดูว่าไอ้สิ่งที่เราทำให้เนี่ยมันพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้ไหม แน่นอนว่าคนไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ด้วยเงิน 800 ทุกเดือนเพราะฉะนั้นมันไม่ช่วยอะไรเลย เราอาจจะต้องคิดซะใหม่ คิดบนฐานสิทธิ์ว่าเขามีสิทธิ์อะไรบ้าง ตอนนี้คนพิการยังเข้าไม่ถึงสิทธิ์ไหนบ้าง การที่ทำให้เขาเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีมันใช้เงิน 800 บาท ถ้าเกิดเราเริ่มคิดใหม่ คิดตั้งต้นใหม่ว่าอันนี้ไม่ใช่การสงเคราะห์คนพิการ แต่มันเป็นการทำให้คนพิการได้รับสิทธิ์ ทั้งการรักษา การเรียน การทำงาน หรือสิทธิต่างๆอื่นใดในชีวิต ซึ่งวิธีการหรือแนวทางปฏิบัติต่อคนกลุ่มนี้ หรือแม้แต่คนกลุ่มอื่นๆก็จะเปลี่ยนไป
       
ถ้าสมมติ สมมติมีคนพิการกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเขาอาจจะติดเตียง ไม่มีอาชีพ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้อะไรอย่างนี้ การสงเคราะห์ก็คืออาจจะเป็นการให้เงินเขาไปเป็นรายเดือนโดยที่ไม่ได้ดูหรอกว่าสิ่งที่ให้ไปเขาเอาไปทำอะไรได้บ้าง เขามีคุณภาพชีวิตที่มันดีขึ้นยังไง คือถ้าสุดท้ายพิสูจน์ออกมาแล้วว่ามันมีผลทำให้คุณภาพชีวิตเขาดีขึ้นจริงๆ เขาเอาไปทำอะไรได้ เราก็คิดว่าก็โอเคนะ แต่ตอนนี้มันไม่ได้มีการติดตาม ไม่ได้มีการเข้าไปดูเลยว่า 800 ที่ได้มันสามารถ support ให้ชีวิตเขาดีได้ขึ้นจริงรึเปล่า จริงๆเราก็เลยอยากเปลี่ยนคำว่าแบบ สงเคราะห์ ซึ่ง ให้ไปโดยที่ดูเป็นผู้มีน้ำใจ ดูเป็นคนดีขึ้นมา ถูกเปลี่ยนให้เข้าไปดูสภาพปัญหาจริงๆ เช่น มันอาจจะต้องมีคนที่ได้มากกว่า 800บาทไหม มีคนที่รอต้องได้การsupportเพิ่มเติมเป็นอย่างอื่นเพื่อที่จะทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้ดีขึ้น เขาอาจจะอยากได้ค่ารถ เพื่อเดินทางออกมาทำงาน อาจจะอยากได้ค่าอาหาร อาจจะอยากได้อาหารที่มีประโยชน์ การให้ 800 บาทไม่ได้การันตีกว่าเขาจะได้อาหารที่ดี เขาจะมีเสื้อผ้าที่ใส่แล้วอุ่น หรือว่าเขาจะเข้าถึงการเรียนที่มีคุณภาพ รัฐต้องละเอียดอ่อนกว่านี้ในการดูแล แล้วก็ถึงแม้ทุกคนจะพูด เราก็พูดปาวๆว่าทุกคนต้องได้เท่าเทียมกัน แต่การเท่าเทียมกันของเราไม่ใช่เท่าเทียมในแง่ของการให้ แต่เป็นการเท่าเทียมในแง่ของจุดหมาย คือเช่น ตอนนี้รัฐไทยมักอ้างว่าเด็กทุกคนจะได้เรียนถึงชั้นม.6 เป็นความเท่าเทียม แต่เราไม่ได้แบ่งแยกว่าเด็กพิการกับเด็กไม่พิการ เราบอกว่าเด็กทุกคน แต่การเข้าถึงของเด็กหูหนวก ถ้าคุณไม่support เขา เขาจะเข้าเรียนไปถึงชั้นม.6 ได้ยังไง เพราะฉะนั้นกลไกที่จะทำให้คนมันเท่าเทียมกันในเส้นบนสุดมันอาจจะต้องมีวิธีต่างกัน ไม่ใช่ว่าบอกว่าฉันไม่ได้ห้าม ก็เข้าไป แต่มันเข้าไม่ได้ไง คือเราว่าขั้นตอนระหว่างนั้น มันต้องมีสิ่งsupport เพิ่มเติม เพื่อให้เขาได้ไปสู่จุดเดียวกัน
 
 

ไปให้ไกลกว่าสังคมสงเคราะห์

        ทุกวันนี้เรายังมองคนพิการ กลุ่มคนด้อยโอกาส หรือกลุ่มที่เราอาจจะเรียกว่าชายขอบต่างๆเป็นคนที่ต้องสงเคราะห์อยู่  ถ้าเราเปลี่ยนฐานคิดใหม่ คิดว่าเขาเป็นพลเมืองคนหนึ่งที่ต้องได้รับสิทธิ์เท่าๆกับคนอื่น สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีเท่าๆกับคนอื่น เราก็จะเลิกสงเคราะห์ และหันมาเคารพสิทธิ์ที่ทุกคนควรได้รับแทน
       
โดยส่วนตัวคิดว่ารัฐมีศักยภาพที่จะทำได้นะ แล้วก็เชื่อว่ารัฐควรทำ อนาคตถ้ารัฐให้เดือนละ 800บาทจะเป็นภาระที่หนัก แต่ถ้าเกิดรัฐทำให้คนหนึ่งสามารถเลี้ยงชีวิตตัวเองได้เขาสามารถมีงานทำ มีเงินเดือน ในอนาคตรัฐไม่ต้องดูแลคนนี้แล้ว รัฐสามารถเอาเงินไปดูแลคนอื่นเพื่อให้เขาสามารถมีชีวิตที่มันดีขึ้นได้ เราคิดว่าเป็นการลงทุนที่น่าจะต้องเปลี่ยนวิธีการ คือเขาไม่ควรต้องลงทุนกับคนพิการตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ไปจนถึงเขา 90 ปีด้วยเงิน 800บาท เพราะเราคิดว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่คิดเปรียบเทียบแล้วเขาอาจจะมองว่าสิ่งนี้สิ้นเปลืองกว่าการที่ทำให้คนนี้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ตั้งแต่อายุ 20ปีซะอีก จริงๆถ้ารัฐทำได้ด้วยศักยภาพเดิม ด้วยเงินจำนวนเดิม ด้วยคน ด้วยแนวคิดอาจจะเปลี่ยนนิดหน่อย เช่น ถ้าเกิดรัฐ support ได้เท่าพ่อแม่เราได้ สามารถทำให้เราได้เรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพ ทำให้เราได้เขาทำงานได้ ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตเองได้ หนูก็คิดว่าถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว รัฐก็เหมือนพ่อแม่ เมื่อเราหาเงินได้ก็ไม่ต้องขอเงินพ่อแม่ ก็ไม่ได้ต้องการเงินรายเดือนจากเขาอีกต่อไปแล้ว สุดท้ายคิดว่าการลงทุนของรัฐต่อคนพิการอาจจะเริ่มต้นด้วยการต้องแบบเปลี่ยนมุมมอง
<< Back

Read : 1843