July  23, 2018

รัฐสวัสดิการ
สิทธิที่ "มนุษย์" สมควรได้รับ

ผู้ให้สัมภาษณ์ : ผศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
JULY 23, 2018
 "คนไทย คนที่ยากจนที่สุดคือคนที่ทำงานหนักที่สุด ใครที่บอกว่าประเทศนี้คนยากจนขี้เกียจ งอมืองอเท้า มันไม่เป็นความจริง คนไทยที่มีสถานะยากจนต้องทำงานเฉลี่ย 1สัปดาห์ ประมาณ 50 ชั่วโมง ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหากมีลูกและลูกต้องเรียนมหาวิทยาลัย นั่นก็หมายความว่าจะมีค่าใช้จ่ายสูงที่เพิ่มมากขึ้นไปอีก"
 
 
        หลายๆคนคงเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวชีวิตของใครสักคนที่แต่ก่อนอยู่ในฐานะดีแต่ต่อมาไม่นานต้องอยู่ในฐานะที่ยากจน มีคุณภาพชีวิตที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ คำอธิบายที่ตามมาเพื่ออธิบายเรื่องนี้มีตั้งแต่บุญทำกรรมแต่ง เขาสุรุ่ยสุร่ายเอง ไม่รู้จักเก็บหอมรอมริบ แต่จะมีใครสักกี่คนใช้ชุดอธิบายว่าเรื่องราวที่มันเกิดขึ้นมันเป็นเพราะสังคมนี้ขาดสวัสดิการที่ดี แต่ก็มีนักวิชาการคนหนึ่งซึ่งมักบอกว่าความตกต่ำของชีวิตที่เห็นและเป็นอยู่นั้นมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการที่รัฐนั้นไม่มีสวัสดิการที่ดีพอ
       ใช่แล้วเราขอชวนคุณมาอ่านบทสัมภาษณ์ของนักวิชาการท่านนั้น ผศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้บอกเล่าอย่างชัดถ้อยชัดคำว่าปรากฏการณ์ความจนความตกต่ำของชีวิตมันสามารถถูกอธิบายได้ด้วยชุดอธิบายในเรื่องของสวัสดิการได้อย่างสมเหตุสมผลอย่างแน่นอน    
 

สวัสดิการแห่งรัฐ ชีวิตที่ขาดเธอ

        "คนไทย คนที่ยากจนที่สุดคือคนที่ทำงานหนักที่สุด ใครที่บอกว่าประเทศนี้คนยากจนขี้เกียจ งอมืองอเท้า มันไม่เป็นความจริง คนไทยที่มีสถานะยากจนต้องทำงานเฉลี่ย 1สัปดาห์ ประมาณ 50 ชั่วโมง ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหากมีลูก และลูกต้องเรียนมหาวิทยาลัย นั่นก็หมายความว่าจะมีค่าใช้จ่ายสูงที่เพิ่มมากขึ้นไปอีก"

        ระบบนี้มันผลักดันให้คนเราต้องทำงานหนัก จนไม่สามารถมีชีวิตของตัวเองได้ สังคมที่ไม่มีสวัสดิการในการดูแลชีวิตของคน การศึกษา ผู้พิการ หรือแม้กระทั่งชีวิตของผู้ใช้แรงงาน มันทำให้เราต้องแบกรับความเสี่ยงเช่นนี้ เรามักถูกทำให้เข้าใจว่าเราทุกคนสามารถเป็นอายุน้อยร้อยล้านได้ สามารถที่จะไต่เต้าความสำเร็จได้เพียงแค่เรา ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ อดทน กตัญญู แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลย ชีวิตเราอยู่ใกล้กับความจนมากกว่ามหาเศรษฐี Top 20 ของประเทศนี้ นี่คือความจริงที่คนไทยส่วนมากกำลังเผชิญ
        สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะสังคมและรัฐไม่ได้มองว่าเป้าประสงค์ของการอยู่ในรัฐอยู่ในสังคมนี้ เป้าประสงค์แรกคือการดูแลชีวิตของมนุษย์ เราไปให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศ แต่ขณะเดียวกัน ความมั่นคงของชีวิตของมนุษย์นี้ถูกทิ้งไว้ให้ความสำคัญในระดับที่มันรั้งท้าย
        ยกตัวอย่างที่มันใกล้ตัวเรื่องสิทธิการศึกษา ทำไมคนในสังคมต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้ลูกได้เรียนหนังสือ เหตุผลง่ายๆคือพอเรียนจบแล้วจะเป็นเจ้าคนนายคน เจ้าคนนายคนที่ว่านี้ก็คือการที่คุณจะได้มีรายได้เฉลี่ยมากกว่าคนที่ไม่จบปริญญาตรีเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ คือจาก 7,000 กลายเป็น 15,000 และการที่คุณจะได้รายได้สูงขึ้นมาคุณต้องลงทุนในชีวิตของคุณเอง คุณต้องจ่ายค่าเล่าเรียนต่างๆ ถ้าคุณไม่มีคุณก็ไปกู้กยศ. (กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา) นี่เป็นสิ่งเริ่มต้นที่ทำให้คนต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อที่ว่าจะซื้ออนาคตให้แก่ลูก ให้แก่ตนเอง นี่คือภาวะที่มันเกิดขึ้น ทุกคนอยู่กับภาระ อยู่กับหนี้ อยู่กับความสิ้นหวัง อยู่กับความกังวล ผู้คนจึงต้องทำงานหนักอย่างมาก
        ทุกวันนี้เราคิดแบบเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมใหม่คุณบอกให้ค้ากำไรแล้วมันจะไหลรินตกมาสู่คนยากคนจน นายทุนมีเงินเขาก็จ้างงานคุณได้งานและเงินซึ่งมันไม่เกิดขึ้นจริง ประเทศเราคนรวยรวยมากขึ้นคนจนจนมากขึ้น อยากจะยกตัวอย่างของกลุ่มแรงงานนอกระบบที่ปัจจุบันมีอยู่ถึง 30 ล้านคน และ 50 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานนอกระบบมีรายได้ต่ำกว่า 8,500 บาทต่อเดือน มีสถานะที่ยากจนไม่มีสวัสดิการใดๆพวกเขาทำงานหนักจนมีความเสี่ยงของคุณภาพชีวิตที่ตกต่ำลงได้ตลอดเวลา
        ถ้าพูดสถาบันครอบครัวเราคงเคยได้ยินคำว่ากตัญญูและที่จริง "คำว่ากตัญญูด้านหนึ่งก็เป็นสิ่งที่ค้ำคอคนไทยและสิ่งที่จะย้ำคือมันค้ำคนคนยากคนจน ไม่ได้ไปค้ำคอมหาเศรษฐี คนร่ำคนรวย คำว่ากตัญญูเป็นการบอกว่าคุณต้องดูแลพ่อแม่ที่ยากจนหลังจากที่ท่านเลี้ยงดูเรามา" คำถามคือ ทำไมพ่อแม่ที่ทำงานหนักมาทั้งชีวิต พอเข้าสู่วัยผู้สูงอายุกลับมีชีวิตที่ยากจนอยู่ มีงานวิจัยที่บอกมาว่าคนไทยต้องมีเงินเก็บประมาณ 4 ล้านบาท หรือว่ามีค่าใช้จ่ายรายเดือนเดือนละ 16,000 บาท เพื่อที่จะมีคุณภาพชีวิตหลังเกษียณที่ดี ซึ่งก็ดูเป็นไปไม่ได้ มีคนไทยสักประมาณ 20 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างมากที่จะมีคุณภาพชีวิตแบบนี้ เพราะฉะนั้นถ้าคนแก่ไทยไม่สามารถมีชีวิตแบบนั้นได้ สภาพเหล่านี้ก็จะกลับมาค้ำคอลูกหลานด้วยคำว่ากตัญญู ลูกต้องดูแลพ่อแม่ แต่ปัญหาคือลูกถูกกดขี่มาภายใต้ระบบทุนนิยม รายได้น้อย ไม่สามารถจะเดินตามหาความฝันของตัวเองได้ ไม่สามารถที่จะสร้างเศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ สิ่งที่มันเกิดขึ้นตามมาคือ ลูกหลานต้องจำยอมอยู่กับระบบทำงานหนักไปเรื่อยๆ วนเป็นวงจรแบบเดิม นี่คือภาพที่มันเกิดขึ้น ถ้ามีรัฐสวัสดิการ ความสัมพันธ์ของครอบครัวจะเปลี่ยนไป เราจะสามารถรักพ่อแม่ที่สัมพันธ์กับเราโดยที่เขาไม่ได้มองเราเป็นหน่วยลงทุน แล้วเราก็จะสามารถสัมพันธ์กับพ่อแม่โดยที่เราไม่รู้สึกว่าพ่อแม่เสียสละเพื่อเรา 
 

  

รัฐสวัสดิการ เป็น อยู่ คือ


           รัฐสวัสดิการ หรือ Welfare State อย่างที่เราทราบกันมันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและยังมีอยู่จริงในกลุ่มประเทศนอร์ดิก สแกดิเนเวีย  เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก ซึ่งเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจและมีดัชนีของความสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจสูงมาก ในขณะเดียวกันก็เป็นประเทศที่มีการดูแลชีวิตของพลเมืองอยู่ในระดับที่สูงมากเช่นกัน เมื่อมีการจัดสวัสดิการให้แก่คน สิ่งที่มันเกิดขึ้นตามมา คือชีวิตมโนทัศน์ของคนจะเปลี่ยนไป เช่น เมื่อลูกคุณเกิด คุณจะได้ Child Care Benefit ได้สิทธิ์ในการเลี้ยงดูเด็ก เวลาคุณป่วยคุณเดินไปที่โรงพยาบาลใกล้บ้านได้ คุณไม่ต้องยกหูหาผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นแบบประเทศเราเพื่อหาหมอชื่อดังที่สุด โรงเรียนที่ดีที่สุดเป็นโรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้าน เด็กทุกคนสามารถที่จะเข้าถึงได้ เราไม่จำเป็นที่จะต้องเดินทางเข้ามาทำงาน มาเรียนหนังสือ ในกรุงเทพ ถ้าชุมชนของเรามีสวัสดิการที่ดีคนในสังคมทำงานที่ไหนก็ได้ เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกที่ทุกระดับ

        สิ่งที่เราต้องการคือ "รัฐสวัสดิการที่ถ้วนหน้าครบวงจร"หมายถึงทุกคนในประเทศใช้ระบบเดียวกัน รัฐสวัสดิการไม่ใช่ศัตรูสำหรับคนร่ำรวยในสังคม ในประเทศสวีเดน ถามว่าคนรวยมีความสุขไหม เขาบอกว่าทำไมเขาจะไม่มี เขารู้สึกว่าประเทศปลอดภัย ไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดการประท้วง ปิดถนน เขามีสหภาพแรงงานที่สามารถคุยได้ สามารถรายงานปัญหาที่แท้จริงของผู้ใช้แรงงานได้ ไม่ต้องส่งลูกไปเรียนอินเตอร์ราคาแพง เพราะโรงเรียนที่ดีที่สุดอยู่ใกล้บ้านอยู่แล้ว ที่สำคัญที่สุดกำแพงบ้านและกำแพงทางสังคมไม่ต้องสูง ลูกของแรงงานอพยพกับลูกของคนที่รวยที่สุดในสังคมสวีเดนสามารถเล่นในสนามเด็กเล่นเดียวกันได้ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้สังคมมันอบอุ่นมากขึ้น มีการดูแลค้ำจุนกันมากขึ้น

         สตีเฟ่น ฮอว์คิง เป็นนักฟิสิกส์ที่ค้นพบคำอธิบายเกี่ยวข้องกับจักรวาล  เขาได้พูดถึงสวัสดิการไว้ว่า "จักรวาลคงไร้ความหมาย ถ้าประเทศนี้ หรือในบ้านหลังนี้ไม่มีคนที่เรารัก" สิ่งที่เขาต่อสู้ทั้งชีวิต ไม่ได้เป็นการค้นหาความหมายของจักรวาล แต่สิ่งที่ต่อสู้มาทั้งชีวิตคือ การต่อสู้เพื่อหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในอังกฤษ อย่างเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (อดีตผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด) เคยป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบ เขาก็ใช้ MHSที่ก็เหมือน30บาทในบ้านเราเป็นระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเหมือนกัน ที่ประเทศฟินแลนด์ลูกของประธานาธิบดีเมื่อแรกเกิดเขารับเงินช่วยเหลือเลี้ยงดูเด็ก ทั้งๆที่เป็นพวกเขาเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและเป็นผู้จัดการทีมที่ร่ำรวยมหาศาล ซึ่งการมีหลักประกันคุณภาพชีวิตจากสวัสดิการรัฐมันไม่ได้เป็นเรื่องของความสงสาร แต่เป็นเรื่องของสิทธิ์ของมนุษย์ที่จะได้รับคุณภาพชีวิตที่ดี       
 
 

 

เหรียญอีกด้านของรัฐสวัสดิการที่ชื่อมายาคติ


"เป็นรัฐสวัสดิการคนจะขี้เกียจไม่ทำงาน"
มีคนมักอธิบายว่าประเทศที่เป็นรัฐสวัสดิการและเขาสามารถเป็นประเทศที่คนสามารถสร้างผลิตภาพมีการสร้างสรรค์งานมากมายได้นั้น คนมักเข้าใจว่านั้นมันเป็นวัฒนธรรมของเขาอยู่แล้วใช้กับคนไทยไม่ได้เพราะคนไทยขี้เกียจ ผมขอชี้ให้เห็นแบบนี้ที่บอกว่าคนไทยขี้เกียจนั้นสาเหตุหลักเพราะว่างานที่แรงงานได้มันไม่สามารถสร้างคุณค่าความหมายได้เลย ค่าจ้างก็ต่ำ คุณไม่รู้ว่าคุณจะทำไปทำไม ที่ว่าเราไม่มีความรักในงาน เพราะรู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของงาน ถ้าสมมุติว่าคุณจ้างคนขับรถเมล์ด้วยรายได้เท่ากับคนขับเครื่องบิน เขาก็จะรักงานของเขา อันนี้เป็นเรื่องพื้นฐาน ถ้าคุณให้สวัสดิการของคนขับรถเมล์สาย 8 เท่ากับสวัสดิการของกัปตันการบินไทย เขาจะรู้สึกภูมิใจ ทำงานหนัก ภาคภูมิใจในอาชีพของตัวเอง อันนี้คือเรื่องปกติธรรมดาในประเทศที่เป็นรัฐสวัสดิการ ประเด็นสำคัญก็คือรัฐสวัสดิการไม่ได้ทำให้คนขี้เกียจ ตรงกันข้าม มันทำให้คนขยัน และรู้ซึ้งคุณค่าของชีวิต มันทำให้คนมีทางเลือกในการเปลี่ยนสายงานได้ โดยที่คุณไม่ต้องทำงานเดียวไปจนตาย ได้ คุณไม่ต้องทำงานเดียวไปจนตาย เช่น ถ้าคุณเป็นวิศวกร คุณรู้สึกว่าคุณทำมาถึงจุดอิ่มตัวแล้ว คุณลาออก แล้วคุณก็ไปหาเรียนวิชากำกับหนัง เรียน short Cross ฟรี 6 เดือน คุณสามารถไปเป็นผู้กำกับหนังฝึกหัดได้ เพราะฉะนั้น มันไม่ทำให้คนขี้เกียจ แต่มันทำให้คนมีเวลาว่างพอที่จะคิดเรื่องชีวิตของตัวเอง และสร้างสรรค์งานที่ดี ไม่ใช่แค่เพียงสร้างมูลเพิ่มให้กับผู้ประกอบการเพียงด้านเดียว

"รัฐสวัสดิการมีการฆ่าตัวตายสูง"
ถ้าไปดูสถิติจริงๆ อัตราการฆ่าตัวตายของประเทศพวกนี้สูงเมื่อไปทำการเทียบกับสาเหตุการตายอื่นๆ ในประเทศของเขา เขามักไม่ได้ตายด้วยมะเร็ง เบาหวาน ความดัน ไม่ได้ตายด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ ไม่ได้ตายด้วยคนหงุดหงิดแล้วก็ควักปืนมายิงใส่กัน ไม่ได้ตายด้วยปัญหาอาชญากรรมอื่นๆ มันเลยดูเสมือนว่า มีสถิติการฆ่าตัวตายสูงเมื่อเทียบกับการตายประเภทอื่น ซึ่งถ้าเป็นประเทศไทยสาเหตุการตายอันดับแรกคือ อุบัติเหตุรถยนต์ ซึ่งมันเกิดจากความบกพร่องของโครงสร้างพื้นฐานของบ้านเรา คนต้องอยู่บนท้องถนนนาน รถขับเร็วไม่มีการขนส่งสาธารณะที่ดี สถิติการฆ่าตัวตายจึงดูน้อยเมื่อนำไปเทียบกับสาเหตุการตายอื่น

"รัฐสวัสดิการจะทำให้ประเทศล้มละลาย"
ถ้ายกตัวอย่างกรีซ เวเนซูเอล่า กรีซเองล้มละลายจากสาเหตุหลักคือเพราะรัฐบาลอนุรักษ์นิยมใช้งบประมาณมหาศาลหมดไปในการซื้ออาวุธ ไม่ได้ล้มละลายในเบื้องแรกด้วยการที่มีนโยบายสวัสดิการ ในขณะเดียวกันก็ไม่มีความพยายามที่จะจัดเก็บภาษีอัตราที่ก้าวหน้า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในเวเนซูเอล่าเช่นเดียวกัน ประเทศเวเนซูเอลาเป็นเศรษฐีน้ำมันเขาจะเอาเงินจากน้ำมันมาจัดสวัสดิการ รัฐบาลเวเนซูเอล่าเกรงใจกลุ่มทุนทั้งข้ามชาติและในประเทศ เพราะกลัวว่าจะไม่มีการลงทุน จึงไม่มีการจัดเก็บภาษี พอราคาน้ำมันตกเกิด Oil Crisis ขึ้น มันเลยทำให้งบประมาณของประเทศมีปัญหา แต่อยากเปรียบเทียบกับอีกประเทศหนึ่งคือนอร์เวย์ นอร์เวย์เป็นเศรษฐีน้ำมันเหมือนกัน รัฐบาลฝ่ายขวาของนอร์เวย์เคยมีความพยายามบอกว่า เราเป็นเศรษฐีน้ำมัน ไม่ต้องเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าก็ได้ ไม่ต้องเก็บภาษีที่ดินก็ได้ เราอยากให้นายทุนมีอิสระ เราเอาเงินจากการขายน้ำมัน มาจัดสวัสดิการให้กับประชาชนก็จัดได้เป็นสิบ ยี่สิบปีแล้ว เพราะนอร์เวย์มีน้ำมันมากมายมหาศาล แต่ประชาชนนอร์เวย์บอกว่า รัฐบาลทำแบบนี้ไม่ได้การจัดสวัสดิการของคนในสังคมต้องมาจากการเฉลี่ยจากคนที่มีมากกว่าในสังคม นี่คือสปิริตพื้นฐานของประเทศ   
 

หัวเชื้อเพื่อไปเป็นรัฐสวัสดิการ

       สำหรับประเทศไทยต้องแก้รัฐธรรมนูญปี2560 และเป็นเรื่องสำคัญไม่พูดเรื่องนี้ไม่ได้เพราะการจะสร้างสวัสดิการต่างๆแต่คุณมีรัฐธรรมนูญที่บอกว่าสิทธิ์สวัสดิการเป็นเรื่องสงเคราะห์ รัฐกองทุนสวัสดิการจะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะในทางปฏิบัติรัฐธรรมนูญต้องมีใจความสำคัญที่ทำให้เกิดนโยบายที่ทุกคนได้สิทธิ ถ้ารัฐธรรมนูญบอกว่าให้ดูแลเฉพาะผู้ยากไร้ นโยบายในลักษณะสวัสดิการถ้วนหน้านี้จะขัดกับรัฐธรรมนูญแน่นอน มันจะจบเลยมันพัฒนาต่อไปไม่ได้
        สิ่งที่ต้องตามมา คือเรื่องการลดอำนาจของอภิสิทธิ์ชนในสังคม รูปธรรมคือการจัดเก็บภาษีที่ดิน ภาษีอัตราก้าวหน้า ภาษีมรดกต่างๆ ที่มันสามารถทำงานได้จริง ภาษีมรดกปัจจุบันเราไม่ Function เพราะว่าเรายังมีความเกรงใจอยู่เยอะ ถ้าเป็นรัฐสวัสดิการ เรื่องมรดกส่งมอบต่อให้ลูกหลานเราจะไม่กังวลเพราะลูกเราจะได้เรียนหนังสือจนจบปริญญาเอกที่มันฟรี พ่อแม่ของเราก็สามารถที่จะมีชีวิตที่ดีได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงมรดกนี่คือการลดอำนาจผ่านการจัดเก็บภาษีและการเกิดรัฐสวัสดิการ สุดท้ายขอย้ำว่าจะต้องเกิดสวัสดิการแบบถ้วนหน้าครบวงจร จะต้องไม่เกิดผ่านแบบระบบแบ่งแยกชนชั้น เพราะนั้นคือระบบที่ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
<< Back

Read : 2814